The last Lecture : Books

posted on 12 Aug 2011 09:21 by pingpui in Books, MyLife
 
 
แต่ตอนนี้ที่บ้านผมมี " หนังสือดี 100 เล่มที่มึงซื้อมาแล้วไม่ได้อ่าน....สักที "
 
https://lh5.googleusercontent.com/-BDXnM7vfOA8/TkSPVzKtLMI/AAAAAAAAANI/uLv1BqrIQQ8/s512/LastLectureCover.jpg
 
 
The last lecture ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมซื้อมาดองไว้หลายปี แต่ยังไม่มีโอกาสหยิบขึ้นมาอ่านสักที
 
หนังสือเล่มนี้เป็นผมงานการเขียนของ Randy Pausch ( แรนดี เพาซ์ ) อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานและครอบครัว แต่ชีวิตของเขาที่ดูเหมือนจะราบลื่น กลับตรวจพบว่าได้มีส่วนเกินเข้ามาอยู่ในตับของเขา
 
 
แพทย์ได้วินิจฉัยแล้วว่าเขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกเพียงไม่กี่เดือน

 
เขาจะเลือกใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร?
 
อย่างแรก : หดหู่ เศร้าหมอง ทุกข์ทรมานและใช้ชีวิตอยู่อย่างซังกะตาย
อย่างที่สอง : ยอมรับความจริง ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า มอบความสุขให้แก่ตนเองและคนรอบข้าง
 
ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยรายนี้เลือกที่จะทำอย่างหลัง
 
 
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆของ "แรนดี เพาซ์" ตั้งแต่ช่วงวัยเด็กจนถึงช่วงชีวิตที่ทราบผลการตรวจว่าเป็นมะเร็ง หลากหลายเรื่องราวในหนังสือเล่มนี่ที่ผมชอบและประทับใจ รวมไปถึงทัศนคติและการมองโลกในแง่ดีและการมองโลกในแง่ลบ(สำหรับบางเรื่อง)เพราะมันสามารถนำมาใช้ชีวิตประจำวันของเราๆได้เป็นอย่างดี
 
https://lh4.googleusercontent.com/-DC-NHyvi1dg/TkSpICtXCiI/AAAAAAAAANo/bwLNc5GWQ1M/kid.PNG
"การทำตามความฝันในวัยเด็กของตัวเองอาจเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น
แต่การเติมเต็มความฝันของคนอื่นกลับสนุกยิ่งกว่า "
 
"แรนดี้" ได้เน้นในเรื่องของการให้โอกาสคนได้ทำตามความฝันจวบจนไปถึงการใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในการเติมเต็มความฝันของผู้อื่น
 
 
ผมนึกถึงหัวข้อหนึ่งในหนังสือ The go giver (ยิ่งให้ยิ่งได้) ที่ผมเพิ่งได้อ่านเมื่อเร็วๆนี้
 
 
"การให้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและมีความสุขแต่หลังจากนั้นคุณจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งการรับหลังจากการให้"
 
 
  • ทฤษฏีการหันหัวหลอก

ในสมัยวัยรุ่น "แรนดี" มีความฝันที่อยากจะเป็นนักอเมริกันฟุตบอล โดยที่เขาได้พบกับสุดยอดโค้ชท่านนึงซึ่งมีวิธีการสอนที่แยบยล โดยใช้ทฤษฏีการหันหัวหลอก

 

จริงๆแล้วการหันหัวหลอกมี 2 ประเภท

  1. การหันหัวหลอกในการแข่งขันกีฬา เช่น อเมริกันฟุตบอลหรือฟุตบอล โดยที่ผู่เล่นจะหัวหน้าไปทางหนึ่งเพื่อที่จะทำให้คู่ต่อสู้คิดว่าจะไปทางนั้นจริงๆ แต่เรากลับทำในสิ่งตรงกันข้าม
  2. การหันหัวหลอกในแบบที่ 2 ซึ่งเขาได้ให้คำจำกัดความว่า "การที่เราถูกสอนเรื่องหนึ่งแต่เรากลับไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังถูกสอน จนกระทั่งเราได้เรียนรู้มันไปแล้ว"

โดยวิธีการนี้จะทำให้เรื่องที่เราได้เรียนรู้อยู่กับตัวของเราไปตลอดนานแสนนาน

 

 

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วยกับเขาคือ

"เมื่อเราทำอะไรพลาดและไม่มีใครเตือนเราเลย นั่นแปลว่าเขาหมดความหวังในตัวเราแล้ว"

ประโยคข้างต้นทำให้ผมนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่ที่ว่า "ครูดุ ครูว่าเพราะครูรัก" หรือ "พ่อแม่ตีเราพ่อแม่รัก"

 

 

 

  • วิธีการทำงานเป็นทีม

ในช่วงที่ "แรนดี" เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัย เขาได้ค้นพบว่าการเป็นอาจารย์ที่ดีนั้น ต้องทำให้นักศึกษาค้นพบวิธีการประเมินตัวเองหรือการค้นหาข้อบกพร่องของตัวเองซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตัวเองในอนาคตได้

 

เขาได้ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมมาก โดยวิธีการคือ แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ3-4คน และหลังจากที่ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะให้เพื่อนในกลุ่มทำการประเมินตามหัวข้อดังนี้

  1. เพื่อนๆคิดว่าเข้าทำงานหนักพอหรือไม่
  2. เขามีความสร้างสรรค์แค่ไหนในงานที่เขาทำ
  3. การทำงานร่วมกับเขายากหรือง่ายและเขาทำงานเป็นทีมหรือไม่

การประเมินของเพื่อนๆในกลุ่มจะทำให้ทุกๆคนได้พบกับข้อบกพร่องของตัวเองจริงๆ ซึ่งคนรอบข้างหรือคนที่ทำงานด้วยนั้นมองเห็นและได้บอกกล่าวออกมาตรงๆ

 

ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้มีประโยชน์มากและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองและคนรอบข้างได้ แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ การที่จะทำให้คนยอมรับคำวิจารณ์หรือยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (ไม่พูดถึงคนไทยละกัน ^^")

 

 

  • การบริหารเวลา 

แน่นอนอยู่แล้วว่าสำหรับคนที่จะมีชีวิตเหลืออยู่บนโลกใบนี้อีกเพียงไม่กี่เดือนอย่าง "แรนดี" เขาจะต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ของเขาให้คุ้มค่าที่สุด

 

 

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดที่เขาได้บอกเอาไว้ก็คือ

 

" ในการทำงานต่างๆ คุณสามารถเปลี่ยนแผนได้เสมอ แต่แรกเริ่มคุณต้องมีแผนเสียก่อน"

 

ประโยคอาจจะฟังดูกวนๆ แต่ความหมายสำหรับประโยคนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ

 

 

บทสรุปของหนังสือ The Last Lecture เล่มนี้ ต้องบอกว่าเป็นหนังสือที่คุ้มค่าเหมาะกับสังคมไทย ณ ปัจจุบัน(อีกแล้ว)  

 

จะว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ถึงกับว่า "อ่านแล้ววางไม่ลง" แต่เป็นหนังสือที่ "เมื่อคุณวางลงแล้ว คุณอยากหยิบมันขึ้นมาอ่านต่อเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนจบ"

 
 
 

Comment

Comment:

Tweet