ยิ่งให้ยิ่งได้ : Book

posted on 24 Jul 2011 20:53 by pingpui in Books, MyLife
 
https://lh3.googleusercontent.com/-VA8_35kHOhE/TiwkdJXmrOI/AAAAAAAAAM4/ofNacgh1xOY/s288/the-go-giver.jpg
 
หนังสือ "ยิ่งให้ยิ่งได้" หรือ "The Go-Giver" เป็นหนังสือที่ผมซื้อมาดองไว้หลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้อ่านจริงๆจังสักที
 
จำได้ว่าเหตุผลที่ซื้อหนังสือเล่มนี้มาก็เพราะว่าได้อ่านรีวิวจากในเวบว่าเป็นหนังสือที่ดีมีคุณค่า
 
จนกระทั่งเมื่อ2วันก่อน ผมได้ไปค้นดูหนังสือที่ทยอยสะสมมาทุกๆปี ดูว่ามีเล่มไหนที่ยังไม่ได้อ่านบ้าง ก็บังเอิญเจอเล่มนี้เข้า จึงตัดสินใจอ่านอย่างจริงๆจังๆสักที
 
 
และหนังสือเล่มก็ไม่ทำให้ผมเสียใจครับ

 
และผมพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเพียงไม่กี่เล่มที่ผมได้อ่านแล้วรู้สึกว่ามูลค่าของราคาหนังสือมันช่างน้อยนิดหากเปรียบเทียบกับเนื้อหาภายใน !!!!
 
 
 
 
"ค่าที่แท้จริงของตัวคุณวัดได้โดยการดูว่า
มูลค่าของสิ่งที่คุณมอบให้ไปนั้น
สูงกว่าเงินที่คุณได้รับมามากแค่ไหน"
 
 
นี่คือกฏข้อแรกที่ "บ็อบ เบิร์ก" และ "จอห์น เดวิด มานน์"ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้
 
ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างโดยการเปรียบเทียบร้านอาหาร 2 แห่ง
  • ร้านอาหารที่ไม่ดี คือ ร้านที่ให้บริการและอาหารในระดับแค่ "เพียงพอ" ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ นั่นคือ ให้เหมาะสมกับจำนวนเงินที่ได้รับจากลูกค้า
  • ร้านอาหารที่ดี คือ ร้านที่ให้บริการและอาหารในระดับที่ "มากที่สุด" เพื่อแลกกับเงินที่ได้จากลูกค้า

 

ผมมั่นใจว่าพออ่านประโยคด้านบน หลายคนจะต้องเกิดคำถามขึ้นมาแน่ๆว่า

  • ทำแบบนั้นแล้วมันจะรวยเหรอ
  • ขาดทุนและเจ๊งแน่ๆ
  • บ้ารึป่าวววววววววววว

ตอนแรกที่ผมอ่าน ผมก็มีความคิดแบบนั้นเช่นกัน แต่เมื่อลองมองให้ลึกเข้าไปข้างในความหมาย หัวข้อด้านบนนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่ของผม และนี่เองที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้

 

 

 

ที่บ้านของผมเปิดเป็นร้านโชว์ห่วย ขายของคล้ายเซเว่น อีเลฟเว่น ก็ขายของปกติทั่วไปธรรมดานี่แหละครับไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย

 

จนกระทั่งเมื่อปลายปี พ.ศ.2553 ได้เริ่มมีการก่อสร้างโครงการเมกะบางนา ที่ข้างๆบ้าน ทำให้ปริมาณคนซื้อมีมากขึ้นหลายเท่าตัว 

 

ในช่วงแรกๆ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก จนมารู้ว่าแม่ผมต้องลุกขึ้นมาเปิดตู้เย็นตั้งแต่ ตี3 เพื่อที่จะให้ของในตู้เย็นทันลูกค้าที่จะมาซื้อตอน 6โมงเช้า จากเดิมที่ปิดร้านตอน2ทุ่ม ก็เลื่อนไปปิดตอน3ทุ่มกว่า บางวันที่เงินเดือนของพนักงานพวกนั้นออกต้องมาช่วยกันขายของ 3-4คน (ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ให้ นึกถึงพนักงานเซเว่นฯ4คนละกันครับ)

 

ผมมองว่าการขายของแบบที่แม่ทำอยู่กับผลตอบแทนมันช่างไม่คุ้มค่าเหลือเกิน ทำไมแม่ต้องมาใส่ใจอะไรมากมายขนาดนี้กับการขายของที่ไม่ได้มีราคาแพงและกำไรก็ไม่ได้มากมายเท่ากับสิ่งที่แม่ลงแรงไปเลย

 

 

จนมาถึงวันนี้ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่แม่ผมเคยพูดมาต่างๆนาๆกับเนื้อหาในเล่มมันเหมือนกันเลย !!

 

วกกลับมาที่หนังสือ The Go-Giver

สิ่งที่ผมชอบมากๆของหนังสือเล่มนี้ คือ

  

"นี่ไม่ใช่การมองหรือการคิดเพียงเท่านั้น แต่นี่คือการลองทำดู"

 

อย่างที่ผมได้เกริ่นไปตอนต้น เมื่อได้อ่านแล้วหลายคนคงมีข้อสงสัยตามมาแน่ๆ แต่ผมยืนยันได้เลยครับว่าหนังสือเล่มนี้มีคำตอบสำหรับคำถามในใจคุณแน่นอน แต่อย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ "การลองทำ"

 

 

ผู้เขียนได้บอกอีกว่า

"ความสำเร็จไม่ใช่ความสุข แต่ความสุข คือ ความสำเร็จ "

 

เห้ย !! นี้มันคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้นี่กว่า

 

 

ยังมีอีกอย่างนึงที่ผมได้พบเจอจากหนังสือเล่มนี้ และค้นพบกุญแจแห่งความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำธุรกิจหรือเรื่องในการดำเนินชีวิต

 

มีการพูดถึง "ผู้เชื่อมโยง" ซึ่งถ้าใครเคยอ่านหนังสือของ Malcolm Gladwell ผู้ซึ่งเขียนหนังสือ Outlier , The Tipping point ก็มีการพูดถึงคำว่า "ผู้เชื่อมโยง" เหมือนกัน

 

ส่วนความหมายของคำนี้คืออะไรคงต้องไปตามหากันเอาเองนะครับ

 

 

จริงๆแล้วผมอยากจะสรุปกฏทั้ง 5 ข้อลงในบล็อคให้หมดเลย แต่เกรงว่ามันจะเป็นการสปอยมากเกินไปและก็จะทำให้เพื่อนๆไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ( จริงๆ ขี้เกียจเขียน กั่กๆๆ )

 

ผมพยายามนั่งคิดมานานหลายนาทีว่าจะเขียนสรุปตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ว่ายังไงดี คิดยังไงก็ไม่ออก แต่คิดออกมาได้แค่ประโยคเดียว นั่นคือ

 

 

" You must READ before you die"

 

 

ปล. สำหรับใครที่เก่งภาษาอังกฤษ ผมแนะนำให้อ่านต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ เพราะผมมองว่าการแปลของหนังสือเล่มนี้ บางประโยคเป็นคำพูดที่คนไทยไม่ได้ใช้พูดกัน อาจจะเข้าใจยากสักนิดนึง แต่ก็อยู่ในระดับที่โอเคครับ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านจบแล้วเหมือนกันค่ะ ชอบมาก เอามาใชัได้จริงทุกสถานการณ์ในชีวิต คุณพอแนะนำได้ไหมคะว่าฉบับภาษาอังกฤษซื้อได้ที่ไหน อยากให้เพื่อนต่างชาติคนนึงได้อ่านน่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ

#5 By (95.224.95.81|95.224.95.81) on 2015-02-08 12:51

ขอบคุณ คุณ "Kanya Tung" มากครับ

แนะนำให้อ่านครับผม

#4 By pingpui on 2011-08-12 11:11

แค่อ่านรีวิวก็ประทับใจแล้วค่ะopen-mounthed smile

#3 By Kanya on 2011-08-09 00:16

ตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึง

"พลังของการรับหลังจากการให้ด้วย"

สุดยอดและสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริงแล้วจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อีกต่างหาก

#2 By pingpui on 2011-08-05 12:39

เห็นด้วยกับการยิ่งให้ยิ่งได้รับ big smile

#1 By จ.จื้อ (124.120.177.88) on 2011-08-04 23:47